ปิดโรงงานมูลค่าเกิน 100 ล้านพุ่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์

01 กุมภาพันธ์ 2569
ปิดโรงงานมูลค่าเกิน 100 ล้านพุ่ง กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์-รถยนต์

การปิดโรงงานขยายวงสู่ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้านบาท โดยเฉพาะในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

ยอดปิดโรงงานสะสมตั้งแต่ปี 2564 สูงเกือบ 5,000 แห่ง สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงานในภาคการผลิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทย เช่น แรงกดดันด้านต้นทุน การแข่งขันจากสินค้านำเข้า และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วง 2 เดือนปี 2568 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นโรงงานในกลุ่มการผลิต เช่นอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ ปิดตัวเพิ่มขึ้น

โดยเริ่มเห็นการปิดโรงงานในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 100 ล้านบาท จากเดิมการปิดโรงงานส่วนใหญ่จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่มีทุนจดทะเบียนเพียง 2 ล้านบาท

ทั้งนี้ สอดคล้องกับชั่วโมงการทำงานในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต่ำกว่าในอดีตที่มีชั่วโมงการทำงานเกิน 40ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยพบว่าชั่วโมงการทำงานปัจจุบันปรับลดลง 11%

ส่วนการปิดโรงงานปัจจุบันแม้จะอยู่ระดับทรงตัว แต่ยอดการปิดโรงงานสะสมยังอยู่ระดับสูง

โดยนับตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน พบว่าปิดโรงงานไปแล้วทั้งหมดเกือบ 5,000 แห่ง 

อย่างไรก็ดี ตลอดปี 2568 มีโรงงานเปิดใหม่ 1,220 แห่ง ลดลงถึง 42% จากปีก่อน ขณะที่มีโรงงานปิดตัว 786 แห่ง ส่งผลให้จำนวนโรงงานเปิด–ปิดสุทธิเหลือเพียง 434 แห่ง

ในด้านการลงทุน โรงงานที่เปิดใหม่มีเงินลงทุนจดทะเบียนเฉลี่ย 133 ล้านบาทต่อแห่ง สูงกว่าโรงงานที่ปิดตัวซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 49 ล้านบาท สะท้อนว่าผู้ประกอบการรายใหม่ยังเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพเงินทุน ขณะที่รายขนาดเล็กเผชิญแรงกดดันมากกว่า

ด้านการจ้างงาน ปี 2568 มีการจ้างงานใหม่ 39,046 คน แต่มีการเลิกจ้างสูงถึง 22,993 คน โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่เปิดใหม่มากที่สุด ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สาธารณูปโภค และเหล็ก–โลหะ ขณะที่กลุ่มที่ปิดตัวสูงสุดคือ เหมืองแร่ อาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมอโลหะ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตไทย ทั้งแรงกดดันจากต้นทุน ความผันผวนเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า และการแข่งขันจากสินค้านำเข้า ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวในปีถัดไป

สำหรับ 3 ประเด็นที่ต้องติดตามต่อ ได้แก่

ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ จากค่าครองชีพและหรี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง

สงครามการค้าและสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลต่อต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ

การแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ยังรุนแรงต่อเนื่อง กดดันอัตราการใช้กำลังการผลิตและยอดขาย


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.